ไม่มีหนี้อีกต่อไป

แพทย์คนหนึ่งตัดสินใจเกษียณอายุหลังจากรักษาผู้ป่วยมะเร็งมานานเกือบสามสิบปี ขณะประสานงานกับบริษัทเรียกเก็บเงินเพื่อแก้ปัญหาการเงินในคลินิก เขาเลือกที่จะยกหนี้ประมาณ 6.5 แสนดอลลาร์ให้กับคนที่ยังติดหนี้เขาอยู่ “ผมรู้สึกไม่สบายใจมาตลอดเมื่อผู้ป่วยต้องกังวลไม่เพียงแต่เรื่องสุขภาพของตัวเองเท่านั้น” แพทย์ท่านนี้อธิบายในการให้สัมภาษณ์ว่า “[แต่ยังรวมถึง] ครอบครัวของพวกเขา งานของพวกเขา [และ]เงินด้วย เรื่องนี้กดดันผมอยู่เสมอ”

แม้ว่าเราจะไม่เคยมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่เราทุกคนต่างก็เคยประสบกับสิ่งที่คล้ายกันในแง่ฝ่ายวิญญาณ พระคัมภีร์เปรียบเทียบบาปว่าเหมือนกับ “หนี้” (มธ.6:12 TNCV) และยังบอกอีกว่า ไม่มีทางที่เราจะชดใช้สิ่งที่เราเป็นหนี้พระเจ้าได้ เราไม่อาจบริจาคเงินเพื่อการกุศล รับใช้ผู้อื่น หรือทำข้อตกลงกับพระองค์เพื่อชดใช้สิ่งที่เราเป็นหนี้อยู่ พระเยซูคือความหวังเดียวของเรา โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระองค์ พระคริสต์ “ทรงฉีกกรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยด้วยบัญญัติต่างๆซึ่งขัดขวางเรา และได้ทรงหยิบเอาไปเสียให้พ้นโดยทรงตรึงไว้ที่กางเขน” (คส.2:14)

การยอมรับเครื่องบูชาของพระเยซูเพื่อชดใช้ความผิดที่เราได้กระทำนั้น หมายถึงการที่เราได้ตื่นขึ้นสู่วันใหม่ที่ปราศจากภาระบาปโดยสิ้นเชิง ขอให้พระเมตตาและการอภัยของพระเจ้าส่องประกายมาสู่โลก ขณะเมื่อพระองค์ทรงช่วยให้เราจัดการกับผู้คนและสถานการณ์ต่างๆในชีวิตของเราด้วยความรัก

ส่งคนของพระองค์มา

เมื่อมาริตซ่าเพื่อนของฉันรับงานที่ทำให้เธอต้องเดินทางไปหลายเมืองเพียงลำพัง เธอมักจะรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ระหว่างรับประทานอาหารเย็นด้วยกันในคืนวันหนึ่ง เธอโน้มตัวเข้ามาหาฉันและพูดว่า “เจน ฉันอธิษฐานขอให้พระเจ้าส่งคนของพระองค์มาหาฉัน” เธอเล่าต่อไปว่าหลังจากนั้นไม่นานเธอก็เริ่มพบผู้เชื่อคนอื่นๆอยู่เสมอๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอได้พบผู้เชื่อถึงสามคนภายในวันเดียว!

เมื่อเราได้พบกับผู้เชื่อในพระเยซู เราจะมีความเชื่อมโยงกันในฝ่ายวิญญาณและประกายไฟจะถูกจุดขึ้นภายในตัวเราในแบบที่ยากจะอธิบาย เรามีสิ่งที่สำคัญที่สุดร่วมกันเพราะเราเชื่อในสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวเกี่ยวกับพระคริสต์ และเชื่อว่าเรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ผ่านทางพระองค์ (รม.10:9)

ที่สำคัญที่สุด พระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในผู้เชื่อแต่ละคนและเชื่อมโยงเราเข้าด้วยกันอย่างทรงพลัง จนพระคัมภีร์ถึงกับเปรียบเทียบเรากับอวัยวะต่างๆที่เชื่อมต่อกันในร่างกายของมนุษย์ 1 โครินธ์ 12:13 กล่าวว่า “เราทั้งหลายได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน” คือ พระกายของพระคริสต์

พระเจ้ามักจะกระทำกิจในชีวิตของเราผ่านผู้คนรอบข้างที่รักพระองค์ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ใกล้หรือไกล เป็นคนที่เรารู้จักดีหรือเพิ่งรู้จักก็ตาม ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด เราสามารถขอให้พระองค์ทรงส่งคนของพระองค์มา แม้ในขณะที่เราเสนอตัวให้พระองค์ทรงใช้เพื่อหนุนใจผู้อื่น

ห้ามพายุ

หลานสาววัยสามขวบของฉันเริ่มเข้าใจว่า เธอสามารถวางใจพระเยซูได้ในทุกสถานการณ์ คืนหนึ่งขณะที่เธออธิษฐานก่อนนอนในระหว่างที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง เธอประสานมือ หลับตา และพูดว่า “พระเยซูที่รัก หนูรู้ว่าพระองค์อยู่ที่นี่กับเรา หนูรู้ว่าพระองค์รักเรา และหนูรู้ว่าพายุจะหยุดเมื่อพระองค์สั่งให้มันหยุด”

ฉันคาดว่าเธอคงเพิ่งได้ยินเรื่องราวของพระเยซูและเหล่าสาวกขณะที่พวกเขากำลังข้ามทะเลกาลิลี ตอนที่พระเยซูบรรทมอยู่ที่ท้ายเรือก่อนที่จะเกิดพายุจนเกือบทำให้เรือจม พวกสาวกมาปลุกพระองค์ทูลว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะจมอยู่แล้ว ท่านไม่เป็นห่วงบ้างหรือ” พระองค์ไม่ได้ตรัสกับพวกเขาแต่กลับบัญชาต่อโลกธรรมชาติว่า “จงสงบเงียบซิ” (มก.4:38-39)

ทันใดนั้นน้ำก็หยุดซัดเข้าในเรือ ลมก็สงบลง ในความเงียบนั้น พระเยซูทอดพระเนตรดูสาวกของพระองค์และตรัสว่า “ทำไมเจ้ากลัว เจ้าไม่มีความเชื่อหรือ” (ข้อ 40) ฉันจินตนาการถึงดวงตาที่เบิกกว้างของพวกเขาที่จ้องกลับมาที่พระองค์ ขณะที่น้ำไหลลงมาตามใบหน้าและหยดจากเคราของพวกเขา

จะเป็นเช่นไรหากเราสามารถดำเนินชีวิตในวันนี้ด้วยความยำเกรงอย่างที่พวกสาวกรู้สึกในตอนนั้น จะเป็นเช่นไรหากเราสามารถมองทุกความกังวลโดยตระหนักถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชของพระเยซูอยู่เสมอ บางทีความเชื่อแบบเด็กเล็กๆ อาจช่วยขจัดความกลัวไปได้ บางทีเราอาจเชื่อได้ว่าพายุแต่ละลูกที่เราเผชิญนั้น อยู่ภายใต้พระเมตตาของพระองค์

การเปลี่ยนแปลงที่พระคริสต์นำมา

เมื่อเกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังบริเวณตาข้างซ้ายของฉัน ฉันจึงใช้เครื่องสำอางปกปิดไว้ ซึ่งเป็นการปกปิดปัญหาไว้ชั่วคราว หลังจากนั้นไม่นาน จุดบวมแดงก็ไม่หายไป ฉันจึงรู้ว่าจำเป็นต้องไปพบหมอ เช้าวันที่หมอนัด ฉันอยากแต่งหน้าตามปกติแต่ก็ไม่ได้ทำ ฉันอยากให้หมอเห็นปัญหาชัดเจนเพื่อจะรักษาให้หาย

คุณเคยพยายามซ่อนบาปที่เป็นปัญหาไหม บางทีคุณอาจรู้ตัวว่ามีการกระทำหรือความคิดบางอย่างกำลังควบคุมคุณ แต่คุณเลี่ยงที่จะอธิษฐานเกี่ยวกับสิ่งนั้นหรือพูดถึงมันกับเพื่อนและครอบครัว บางทีคุณอาจคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะคนอื่นอีกหลายคนก็กำลังเผชิญปัญหาที่คล้ายกัน แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเติบโตฝ่ายวิญญาณเมื่อบาปรบกวนชีวิตเราอย่างลับๆ ดังที่สุภาษิต 28:13 กล่าวว่า “บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ” ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ข้อนี้กล่าวต่อไปว่า “แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความ[บาป]เสียจะได้ความกรุณา” (ข้อ 13)

อาจเป็นเรื่องยากที่เราจะยอมรับมุมมองของพระเจ้าในเรื่องการกระทำของเราและยอมรับว่าความประพฤติบางอย่างของเราไม่ถูกต้อง แต่โดยพระกรุณาของพระองค์จะช่วยให้เราถ่อมตัวลงได้ง่ายขึ้น เมื่อเรายอมให้ฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของพระคริสต์เข้ามาในการต่อสู้ของเรา เราก็จะสามารถปฏิเสธความผิดบาปที่ล่อลวงเราได้ (กท.5:16-17, 22-24) เมื่อพระเจ้าทรงนำเรา การเปลี่ยนแปลงก็เป็นไปได้ และสุขภาพฝ่ายวิญญาณของเราก็คุ้มค่ากับความพยายามนั้น!

ตอนจบอันงดงาม

ในเย็นวันหนึ่งที่อากาศอบอุ่น ฉันนัดพบกับเพื่อนๆในย่านใจกลางเมือง พวกเราตื่นเต้นที่จะได้ไปรับประทานอาหารในร้านที่มีการแสดงสดของดนตรีแจ๊สที่ด้านนอก แต่เมื่อไปถึงปรากฏว่าลานด้านนอกเต็มหมดแล้ว เราออกมาด้วยความผิดหวังและต้องเดินหลายช่วงตึกเพื่อหาร้านอื่นรับประทานอาหาร

ในโลกนี้ความผิดหวังเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ สัตว์เลี้ยงที่เรารักตายไป อาชีพการงานล้มเหลว ปัญหาสุขภาพ เราสูญเสียความสัมพันธ์กับคนที่เรารัก ในเวลาที่เราตกต่ำ เราได้รับการปลอบโยนจากพระเจ้า แต่เรื่องราวในชีวิตของเราไม่ได้จบลงอย่างสุขสมหวังเสมอไป อย่างไรก็ตาม ผู้เชื่อในพระเยซูมีความหวังว่าจะมีชีวิตนิรันดร์ที่เต็มไปด้วยความสุข

พระธรรมวิวรณ์บันทึกไว้ว่าพระเจ้าได้ประทานนิมิตอันน่าตื่นตะลึงแก่ยอห์น ท่านเห็น “วิ​สุทธ​นคร คือ​นคร​เยรูซาเล็ม​ใหม่” (21:2) “นคร​นี้​ได้​จัดเตรียม​ไว้​พร้อม​แล้ว เหมือน​อย่าง​เจ้าสาว​แต่งตัว​ไว้​สำหรับ​สามี” (ข้อ 2) นครแห่งนี้ฉายให้เห็นพระสิริของพระเจ้า พระเจ้าจะสถิตอยู่ในนครนั้นพร้อมกับประชากรทั้งสิ้นของพระองค์ ในนครของพระองค์จะไม่มีความผิดบาป ไม่มีความมืด และไม่มีความกลัว (ข้อ 25-27) ที่นั่นจะเต็มไปด้วยแสงสว่าง สันติสุข และความปรารถนาดี

ในคืนนั้นที่ฉันพบเพื่อนๆเพื่อรับประทานอาหารเย็น เราได้เดินย้อนกลับมาผ่านร้านอาหารร้านแรก ไฟสีขาวส่องสว่างบนทางเท้า และเราหยุดเดินเพื่อฟังดนตรีขณะกินไอศกรีม ฉันดื่มด่ำกับช่วงเวลานั้น แต่พวกเรารู้ว่าไม่มีความสุขใดในโลกที่จะเทียบได้กับตอนจบที่ผู้เชื่อจะมีความชื่นชมยินดีไปตลอดกาล

พระเจ้าเป็นที่ปลอดภัยของเรา

เราขับรถมาเป็นเวลาสิบห้าชั่วโมงแล้ว และในตอนกลางดึกเมื่อสัญญาณเตือนพายุทอร์นาโดกระตุ้นความสนใจของเรา คำเตือนบอกว่าเราควรหาที่หลบทันที และในเวลาที่พอเหมาะพอดีนั้น สายฟ้าผ่าอยู่บนท้องฟ้า และลมพายุพัดกระแทกกระจกรถ เราเร่งความเร็วขับออกจากทางหลวงไปจอดใกล้ตึกโรงแรมที่เป็นคอนกรีต เรารีบวิ่งไปข้างในและรู้สึกขอบคุณที่หาที่กำบังได้

ปัญหาย้ำเตือนเราว่าเราต้องการอยู่ในที่ปลอดภัย สุภาษิต 18:10 กล่าวว่า “พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย” นักศาสนศาสตร์บอกว่าประโยค “พระนามของพระเจ้า” หมายถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น พระลักษณะทั้งสิ้นของพระองค์ประทานความปลอดภัยแก่เราเมื่อเราซ่อนตัวอยู่ในพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงพระกรุณา พระองค์จึงทรงต้อนรับเรา เพราะพระองค์ทรงแสนดี พระองค์จึงรับฟังเรา และเพราะพระองค์ทรงเป็นความรัก พระองค์จึงทรงเห็นใจเรา

แต่พระเจ้าไม่ใช่เพียงอีกหนทางหนึ่งที่จะใช้รับมือกับปัญหา พระองค์ทรงเป็นมากกว่าทางออกที่รวดเร็วหรือสิ่งรบกวนความสนใจ การเข้าลี้ภัยในพระองค์หมายความว่าเราเลือกการช่วยเหลือของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด เราสามารถวิ่งเข้าหาพระองค์ได้ในคำอธิษฐาน ในการใคร่ครวญพระคำ หรือยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเวลาแห่งความกังวลและความกดดัน เมื่อผ่านเวลาไปหลายปี นิสัยเหล่านี้จะนำไปสู่ความวางใจนิรันดร์ต่อผู้ซึ่งเป็นที่กำบังอย่างแท้จริงของเรา

เกาะแน่น

เถาแตงโมแผ่ขยายไปทั่วสวนของฉัน มันเลื้อยข้ามทางเดินหิน ไต่รั้ว และที่เลวร้ายที่สุดคือมันพยายามเกาะเกี่ยวและรัดพืชผักที่ฉันชอบ ฉันรู้ว่าสวนจะไม่เจริญงอกงามหากฉันไม่ทำอะไรสักอย่าง ดังนั้นในเย็นวันหนึ่งฉันจึงลงมือคลายเถาพวกนั้นออกจากลำต้นและใบ เมื่อมันเลื้อยมาเกาะอีก ฉันก็คอยดึงมันออกจนกระทั่งในที่สุดพืชผักก็เติบโตและออกผลมะเขือเทศอวบๆ และพริกมันวาว

ความบาปอย่างเช่น ความโลภ ตัณหา และความเกลียดชัง สามารถครอบงำชีวิตของเราเหมือนเถาวัลย์ที่พยายามยึดครองสวนของฉัน หากปล่อยทิ้งไว้ เมล็ดพันธุ์แห่งความคิดผิดๆ อาจเติบโตจนควบคุมความปรารถนาและการประพฤติของเราเหมือน “บาปที่เกาะแน่น” (ฮบ.12:1) และขัดขวางการเติบโตฝ่ายวิญญาณของเรา

ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูหนุนใจเราให้ “ละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่” เพื่อเราจะสามารถ “วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) การจะหลุดพ้นจากบาปได้นั้น เราจำเป็นต้องยอมรับว่า เราต้องการความช่วยเหลือในการจัดการกับบาป ซึ่งนี่อาจจะเป็นเรื่องยากหากเราบอกตัวเองและผู้อื่นให้เชื่อว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรง

เมื่อเรายอมรับว่ามีปัญหาจากใจจริง พระเยซูทรงยินดีรับคำอธิษฐานสารภาพบาปและยกโทษบาปของเราในทันที (1 ยน.1:9) พระองค์จะทรงสำแดงวิธีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแก่เรา และฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้เราเอาชนะสิ่งผูกมัดที่ขัดขวางเราจากการเจริญเติบโต

หมดหวังหรือมีความหวัง

ในฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี พืชจำพวกหญ้าแร็กวีดจะกระตุ้นให้ลูกชายฉันเกิดไซนัสอักเสบ คืนหนึ่งอาการของเขารุนแรงมากจนคิดว่าเขาควรไปพบแพทย์ ครอบครัวของเราเพิ่งหายดีจากปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่เป็นมาหลายเดือน และฉันรู้สึกท้อใจมากจนไม่อยากแม้แต่จะอธิษฐาน แต่สามีของฉันมีความหวังในทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงช่วยให้เราผ่านพ้นมาแล้ว เขาอธิษฐานขอการทรงนำ หลังจากนั้นไม่นานยาก็ช่วยให้ลูกชายเราอาการดีขึ้น

ถึงแม้เพื่อนบางคนจะรู้สึกท้อแท้ แต่คาเลบและโยชูวายังแสดงถึงความหวังและการมองโลกในแง่ดีหลังจากสำรวจตลอดทั่วแผ่นดินคานาอันแล้ว (กดว.14:6-9) พระเจ้าทรงให้สัญญาถึงดินแดนนี้กับคนอิสราเอล คาเลบจึงกล่าวว่า “ให้เรา
ขึ้นไปทันทีและยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้” (13:30) คนอื่นๆรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้เพราะคนคานาอันมีกำลังมาก และเมืองของพวกเขามีกำแพงล้อมรอบ (ข้อ 28, 31-33)

สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างมาก แต่ความเชื่อของคาเลบตั้งอยู่บนความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ในการต่อสู้ของพวกเขาในอดีต ในที่สุดประชากรของพระเจ้าก็พิชิตคานาอันได้ และคาเลบได้รับส่วนแบ่งของตนเพราะท่านได้ติดตามพระองค์ “อย่างสุดใจ” (ยชว.14:9)

สถานการณ์หลายอย่างทำให้รู้สึกสิ้นหวัง แต่สำหรับผู้ที่รู้จักพระเจ้าและเชื่อในความสัตย์ซื่อของพระองค์นั้นมีเหตุผลที่จะมีความหวังเสมอ เมื่อเราวางใจในฤทธิ์อำนาจและพระคุณของพระองค์ที่จะพาเราผ่านพ้นไป

ปั้นแต่งโดยพระเจ้า

แดน เลส ผู้เป็นช่างปั้นหม้อมาทั้งชีวิตได้สร้างสรรค์ภาชนะและรูปปั้นเพื่อใช้ในการตกแต่ง งานออกแบบที่ชนะรางวัลของเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเมืองในโรมาเนียที่เขาอาศัยอยู่ เขาเรียนรู้การปั้นจากพ่อของเขา และพูดถึงผลงานของเขาว่า “[ดินเหนียวต้อง]ได้รับการหมักอยู่เป็นปี รองรับน้ำฝนที่ตกลงมา ผ่านการแช่แข็งและละลาย[เพื่อที่]... คุณจะสามารถปั้นมันและสัมผัสผ่านมือของคุณได้ว่ามันกำลังเชื่อฟังคุณ”

เกิดอะไรขึ้นเมื่อดินเหนียว “เชื่อฟัง” มันพร้อมที่จะยอมต่อการปั้นแต่งของช่างปั้น ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์สังเกตเห็นสิ่งนี้เมื่อท่านไปยังบ้านของช่างปั้น ท่านมองดูช่างหม้อพยายามปั้นภาชนะอย่างยากลำบากและเปลี่ยนรูปทรงมันให้เป็นสิ่งใหม่ในที่สุด (ยรม.18:4) พระเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ว่า “เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ” (ข้อ 6)

พระเจ้าทรงมีอำนาจที่จะสร้างเราขึ้นหรือทำลายเราลง กระนั้นเป้าหมายสูงสุดของพระองค์ไม่ใช่เพื่อเอาชนะหรือทำลายเรา (ข้อ 7-10) แต่พระองค์ทรงเป็นเหมือนช่างฝีมือที่เปี่ยมความสามารถผู้ทรงทราบว่าอะไรที่ใช้การไม่ได้ และปั้นแต่งก้อนดินเหนียวอันเดิมให้เป็นสิ่งที่สวยงามและมีประโยชน์

ดินเหนียวที่เชื่อฟังนั้นไม่มีข้อโต้เถียง เมื่อถูกกระตุ้น มันจะเคลื่อนไปตามทิศทางที่ช่างปั้นต้องการ เมื่อถูกปั้นให้ขึ้นรูป มันจะคงตัวอยู่แบบนั้น คำถามสำหรับพวกเราคือ เราพร้อมจะ “ถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า” (1 ปต.5:6) เพื่อให้พระองค์ปั้นแต่งชีวิตเราให้เป็นตามพระประสงค์ของพระองค์หรือไม่

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา